One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ เป็นเรื่องราวของ บอส หนุ่มนักธุรกิจที่ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเกิด มาเปิดกิจการบาร์ในมหานครนิวยอร์ก เขาได้ตัดสินใจย้อนเส้นทางกลับไปยังเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อพบกับ อู๊ด เพื่อนที่สนิทตั้งแต่สมัยเรียน นับว่าเป็นการพบเจอกันครั้งแรกในรอบหลายปีที่ห่างเหินกันไป พวกเขาร่วมกันออกเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อนึกย้อนและระลึกถึงความทรงจำที่ผ่านมา เนื่องจากอู๊ดกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะลุกลามและเหลือเวลาอีกเพียงไม่มากแล้ว

คือแค่ฟังจากพล็อตเรื่องก็น่าจะพอเดาทางออกได้ว่าน่าจะมาแนวไหน ก็คงหนีไม่พ้นหนังแนวโร้ดทริปเพื่อกลับไปทบทวนเรื่องราวอดีตที่ผ่านมา พล็อตแบบนี้แน่นอนว่าไม่ค่อยหวือหวาอะไร แต่กลับ One for the Road ได้ใช้กิมมิกในการเล่าเรื่องที่มีเทคนิคชั้นเชิงเข้ามาช่วยส่งเสริม จึงพัฒนาให้หนังโร้ดทริปย้อนทางกลับไปหาแฟนเก่าเรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเรื่องเล่าสะกิดใจไปได้ทุกหลักกิโลเมตรของตัวละครที่พานพบมาในส่วนของบทภาพยนตร์ของ One for the Road อาจจะไม่ได้ถึงขั้นดีเลิศสมบูรณ์แบบอะไร เพราะหลายๆ มุมก็ยังคงแฝงด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ ที่เข้าถึงคนดูได้ไม่ยาก แต่ลูกเล่นในการเล่าเรื่องและไดอะล็อกต่างๆ ที่ถูกวางเอาไว้อย่างบรรจงตลอดทั้งเรื่องนี้ ถูกปรุงออกมาเป็นสูตรที่กลมกล่อมและคมคาย โดยน่าจะแบ่งหนังออกได้เป็น 2 องก์หลักๆ ในขณะที่องก์แรกคือโร้ดทริปไปตามรายทาง องค์สองก็คือความบอบช้ำจากผลแห่งการกระทำทั้งหมด

ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้สร้างมิติให้กับตัวละครในทุกๆ ตัวเลยก็ว่าได้ จึงทำให้ทุกคาแรกเตอร์ในหนังเรื่องนี้มีมุมมองและเหตุผลในตัวเองเป็นอย่างดี เหตุและผลที่ไม่จำเป็นจะต้องเล่าออกมาเป็นภาพเพื่อขยายความ แต่ใช้ความรู้สึกของตัวละครนี่แหละ เป็นตัวขยายความในตัวของมันเองโดยอัตโนมัติ และนี่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ค่อนข้างดีในหนังเรื่องนี้ และถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างแข็งแรง สามารถประคับประคองหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้สบายๆในขณะที่องค์ประกอบของนักแสดงนั้น คงจะต้องลุกปรบมือให้เลย เพราะแคสติ้งของหนังเรื่องนี้เลือกมาได้เป็นอย่างดีทุกตัวละคร “ต่อ ธนภพ” กับ “ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์” เป็นนักแสดงนำคู่ที่ช่วยกันประคองหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างสบายๆ การแสดงในระดับมืออาชีพของทั้งคู่ต้องยกนิ้วให้เลย เพราะทุกอย่างถ่ายทอดออกมาเป็นธรรมชาติ เล่นน้อยแต่อินเนอร์ออกมาเพียบ ซีนอารมณ์ต่างๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีแบบไม่มีใครยอมใคร

แต่อาจจะเทใจให้กับไอซ์ซึไปเล็กน้อย เพราะนี่คืออีกหนึ่งผลงานการแสดงที่ดีของเขาเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เพียงการทรานสฟอรม์ร่างกายตัวเอง เพื่อสวมบทบาทผู้ป่วยโรคร้ายจริงๆ กับการลดน้ำหนักแบบสุดขั้ว แต่อินเนอร์และการยั้งเข้าถึงบทบาทอารมณ์ของตัวละครก็ถือว่าแทบจะแบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้เลย และเขาผู้นี้ก็น่าจะไม่พลาดที่จะได้เข้าชิงรางวัลทางการแสดงต่างๆ อย่างแน่นอน และคาดว่าน่าจะได้รางวัลติดมือด้วยซ้ำนอกจากนี้ 2 หนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำเรื่องแล้ว บรรดาสาวๆ ที่เป็นองค์ประกอบแฟนส์เก่านั้น ก็ถือว่าทำได้ดีไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “พลอย หอวัง” ที่เฉิดฉายจากหนังเรื่องนี้แบบเซอร์ไพรส์ “ออกแบบ ชุติมณฑน์” ที่ให้การแสดงน้อยแต่มากได้ดี เช่นเดียวกับ “นุ่น ศิรพันธ์” ที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก…เธอคนนี้อินเนอร์นักแสดงมาเต็ม และยังมี “วี วิโอเลต” ที่เป็นคนที่ไม่สามารถละสายตาไปได้ หนังเรื่องนี้ขับเสน่ห์และเทคนิคการแสดงของวีออกมาได้อย่างดี ยิ่งซีนอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเรียลจัดๆ ต้องปรบมือให้เธอเลย

เราน่าจะทราบว่า “หว่องกาไว” ปรมาจารย์นักสร้างหนังระดับเอเชีย มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังเรื่องนี้ และแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้จึงได้รับอิทธิพลความหว่องเข้ามาแทรกเสริมอยู่ประปราย แต่ก็ไม่ใช่เป็นการคัดลอกสูตรกันมา เพราะหนังเรื่องนี้เองก็ยังมีความเป็น บาส นัฐวุฒิ ผู้กำกับของหนังเองอยู่ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน และต้องบอกเลยว่านี่น่าจะเป็นหนังที่สร้างมาจากตัวตนและสิ่งที่ผู้กำกับอยากจะถ่ายทอดออกมาจริงๆ ด้วยซ้ำ

One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ ยังโดดเด่นเรื่องโปรดักชั่นดีไซน์ ที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่าแตกต่างจากหนังไทยทั่วๆ ไปอย่างแจ่มแจ้ง การออกแบบฉากและจัดวางแสงสีต่างๆ สัมผัสได้ถึงความละเอียดและละเมียดละไมที่เป็นการถ่ายทอดที่ทำออกมาได้บิ้วท์อารมณ์ผู้ชมได้ดี กลายเป็นกำไรของคนดูที่ได้เห็นหนังไทยสไตล์อินเตอร์แบบเรียลๆ ที่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติองค์ประกอบแวดล้อมต่างๆ แทบจะทุกอณู

ตัวอย่าง:One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ